ธนชาตประกันภัย ผู้ถือหุ้นไฟเขียวจ่ายปันผล 1.31 บาทต่อหุ้น รวม 646 ล้านบาท

ธนชาตประกันภัย ผู้ถือหุ้นไฟเขียวจ่ายปันผล 1.31 บาทต่อหุ้น รวม 646 ล้านบาท

  

 

 

 

ธนชาตประกันภัย ผู้ถือหุ้นไฟเขียวจ่ายปันผล 1.31 บาทต่อหุ้น รวม 646 ล้านบาท 

สะท้อนฐานะการเงินแกร่ง เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง

 

 

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569  ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติทุกวาระสำคัญตามที่คณะกรรมการเสนอ พร้อมอนุมัติการจ่ายเงินปันผล จากผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.31 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 646 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่จ่ายในอัตราหุ้นละ 0.89 บาท  สะท้อนถึงผลประกอบการที่ดีขึ้น และฐานะการเงินที่แข็งแกร่งตลอดจนความสามารถในการสร้างผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยบริษัทฯกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้

 

นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนายคงศักดิ์ หาญแสวงสิน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายทีฆภัค ศรียุกต์วงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้  โดยได้ย้ำถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมดูแลผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานปี 2568 ที่ผ่านมา  บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,077 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัทฯ ในด้านการบริหารจัดการ การรักษาวินัยทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

นอกจากนี้ ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังมีมติอนุมัติงบการเงิน ประจำปี 2568 รับทราบผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงอนุมัติการแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระ การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจำปี 2569 ตามหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจประกันภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัย ตลอดจนโซลูชันประกันภัยยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมสร้างความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป