ประชาสัมพันธ์หนังสารคดีต้องดู The last Breath of Sam Yan ฉายตลอดเดือนมิถุนายน

ประชาสัมพันธ์หนังสารคดีต้องดู The last Breath of Sam Yan ฉายตลอดเดือนมิถุนายน

 

 

 

ประชาสัมพันธ์หนังสารคดีต้องดู The last Breath of Sam Yan ฉายตลอดเดือนมิถุนายน
 
 
 
(Thai with EN sub) เดือนมิถุนายน 2563 สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคำสั่งให้ย้ายศาลเจ้าแม่ทับทิม สะพานเหลืองออกจากพื้นที่ เพื่อก่อสร้างตึกสูงแทน รวมทั้งฟ้องเรียกค่าเสียหาย 4.6 พันล้านบาทจากผู้ดูแลศาล นำไปสู่ แฮชแท็ก #saveศาลเจ้าแม่ทับทิม และการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องลมหายใจเฮือกสุดท้ายของพื้นที่ทางประวัติศาสตร์โดยผู้คนในละแวกและนิสิตนักศึกษา
 
เมื่อคืนวันที่13 มิถุนายน 2566 คุณเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาลชวนดิฉันมาดูสารคดีเกี่ยวกับศาลเจ้าแม่ทับทิม กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เขาและเพื่อนเป็นผู้ผลิต เป็นรอบสื่อมวลชน 18.00-20.00 น.ที่ House Sam Yan มิตรทาวน์ ชั้น5 โรงสาม
 
ก่อนหนังฉาย มีการจัดรายการเสวนาเกี่ยวกับการทำสารคดีเรื่องนี้ ผู้ร่วมประกอบด้วย คุณเนติวิทย์ คุณเสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์ คุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังสารคดีเรื่องนี้ และ รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ดำเนินรายการโดย คุณฟาง จาก The Standard
 
การเสวนาช่วยปูพื้นฐานข้อมูลหนังสารคดีเรื่องนี้สำหรับผู้ชมที่ไม่เคยรับรู้เรื่องศาลเจ้าแม่ทับทิม ที่กำลังถูกไล่รื้อโดยฝ่ายบริหารของจุฬาฯ หนังสารคดีเรื่องนี้ความยาว 75 นาที ได้ลำดับเรื่องราวการต่อสู้ของนิสิตจุฬาจำนวนหนึ่งนำโดย เนติวิทย์ และเสฏฐนันท์ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องการรื้อถอนศาลเจ้าแม่ทับทิม จากคำสั่งของผู้บริหารจุฬาที่อาศัยกฎหมายฟ้องเพื่อขับไล่ที่
 
เนติวิทย์กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาของฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยแบบ Gentrification ของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่มุ่งจัดสรรที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิของมหาวิทยาลัยในรูปแบบของการเบียดขับพื้นที่คนจนออกไป และเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สำหรับคนรวย เป็นพื้นที่ทำมาหากินของคนมีเงิน ที่สามารถเข้ามาสัมปทานจ่ายค่าเช่าพื้นที่ระยะยาวในราคาแพงได้ ตามนโยบายของผู้บริหารที่ดำเนินไปตามกลไกตลาด ใครสามารถจ่ายได้ก็อยู่ได้ ถ้าจ่ายไม่ได้ ก็ออกไป
 
ทิศทางการพัฒนาของผู้บริหารทรัพย์สินมหาวิทยาลัยเช่นนี้จึงมีการไล่รื้อชุมชนสามย่านในรอบ20ปีที่ผ่านมา สารคดีเรื่องนี้ต้องการกล่าวถึงการต่อสู้ของ ชุมชนสามย่านอายุกว่า 100ปี ต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย แม้ชุมชนเก่าแก่สามย่านจะพ่ายแพ้ เพราะถูกไล่รื้อจนหมดสิ้นแล้ว ปัจจุบันเหลือเพียงศาลเจ้าแม่ทับทิม (MAZU) หมุดหมายสุดท้ายของชุมชนสามย่านอันเก่าแก่กว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ยังเหลืออยู่ ท่ามกลางการปิดล้อมศาลเจ้าแม่ เหลือเพียงทางออกแคบๆ รอบด้านเต็มไปด้วยสถานที่ก่อสร้างอาคารสูง เนติวิทย์เห็นว่าศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นประจักษ์พยานแห่งจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของชุมชนสามย่านที่กำลังดิ้นรนต่อสู้ด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายของหน้าประวัติศาสตร์คนเล็กคนน้อย (Microhistory) ที่เก่าแก่กว่า 100 ปีของสามย่านที่กำลังจะหายไป ท่ามกลาง Smart City อันทันสมัยแต่ไร้จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ !?
 
ดร. วาสนา นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ประวัติศาสตร์จะไม่ให้อภัยผู้บริหารของจุฬาฯ ในการรื้อทำลายชุมชน และศาลเจ้าแม่ทับทิมในครั้งนี้ โดยตัวเธอเองจะเป็นผู้โบยตีด้วยบันทึกประวัติศาสตร์อันอัปยศของผู้บริหารนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก?!
 
นิสิตจุฬาจำนวนหนึ่งเข้ามาช่วยการต่อสู้ทางคดีความร่วมกับครอบครัวผู้ดูแลศาลเจ้า ด้วยความหวังเพียงทางเดียวคือคำพิพากษาของศาลสถิตยุติธรรมที่จะสามารถหยุดยั้งไม่ให้มีการรื้อศาลเจ้าแม่ทับทิม
 
ศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศาลเจ้าที่ชาวสามย่านให้ความเคารพนับถือ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ทั้งในยามปกติ และในยามสงครามโลกครั้งที่2 เป็นที่หลบภัยระเบิดของชาวบ้าน เพราะเชื่อว่าเจ้าแม่ได้คุ้มครองให้ปลอดภัย
 
ศาลเจ้าแม่ทับทิมได้รับกระถางธูปจารึกอักษรย่อพระนามาภิไธย จปร. “จุฬาลงกรณ์ ปรมราชาธิราชา” อันหมายถึง “พระบรมราชาธิราช ผู้ทรงพระนาม จุฬาลงกรณ์” ซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯของพระองค์ท่านเมื่อปี พ.ศ.2453 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกระถางธูปเครื่องสังเค็ดนี้ให้แก่ศาลเจ้าแม่ทับทิมด้วย อันแสดงถึงความสำคัญของศาลเจ้าแม่แห่งนี้และเหนืออื่นใดเป็นเครื่องแสดงถึงความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งที่องค์พระประมุขของสยามประเทศมีต่อย่านชุมชนคนเล็กคนน้อยผู้เป็นพสกนิกรของพระองค์ แต่แล้วสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์นี้กลับถูกตัดสะบั้นลงด้วยน้ำมือของผู้บริหารที่ขาดวิสัยทัศน์ทางประวัติศาสตร์และการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นมิตรกับชุมชนที่มีสัมพันธภาพกับมหาวิทยาลัยมาอย่างลึกซึ้งยาวนาน
 
ผู้บริหารจุฬาควรมองว่าเครื่องสังเค็ดที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พระราชทานมาให้แก่ศาลเจ้าแม่ทับทิม ก่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะจัดตั้งขึ้นตาม พระนามพระบรมชนกนาถของพระองค์ท่าน ควรถือได้ว่าทรงยอมรับการมีอยู่ของศาลเจ้าแม่ทับทิมในพื้นที่กรรมสิทธิของจุฬาที่พระองค์พระราชทานมาเป็นจำนวนมากถึง1,153ไร่ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาของจุฬาฯ ที่ดินที่ศาลเจ้าแม่ตั้งอยู่ในพื้นที่จุฬาฯ มีเพียงประมาณ 200 ตารางวาเท่านั้น ควรถือว่ากระถางธูป เครื่องสังเค็ดที่ได้รับพระราชทานมา เท่ากับทรงอนุญาตศาลให้ตั้งอยู่ในพื้นแห่งนี้ได้ ไม่ต่างจากโฉนดในปัจจุบัน หรืออาจจะมีศักดิ์มากกว่าโฉนดที่เป็นแผ่นกระดาษเท่านั้น แต่การที่ฝ่ายบริหารจุฬาไร้หัวจิตหัวใจเช่นนี้นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง มีการฟ้องร้องขับไล่ศาลเจ้าแม่ทับทิม และเรียกเงินชดใช้จากครอบครัวผู้ดูแลศาลเจ้าแม่ถึง 4,600 ล้านบาท เป็นความไร้หัวจิต หัวใจ หรือไม่ !? และอย่างที่ดร.วาสนาได้กล่าวไว้ว่า ประวัติศาสตร์จะไม่ให้อภัยคุณ
 
 
ดิฉันรู้สึกชื่นชมเมื่อได้ดูสารคดีเรื่องนี้ ได้เห็นว่านิสิตจุฬาฯที่เป็นคนรุ่นใหม่สนใจที่จะอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณยิ่งกว่าหลงใหลไปกับความทันสมัยทางวัตถุแบบเปลือกๆ ที่ผู้บริหารในมหาวิทยาลัยก็มีทัศนะเช่นเดียวกันกับนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือผู้บริหารอีกหลายสาขาอาชีพที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองในทางวัตถุเป็นหลัก ทำให้การสร้างบ้านเมืองของเราแออัดและไร้ซึ่งสุขภาวะทางกายและทางจิตใจ ความสนใจแต่เงิน และผลกำไร ทำให้เรามองไม่เห็นชีวิตผู้คน ชุมชน เราพัฒนาบ้านเมืองไปในทิศทางสร้างแต่วัตถุ แต่ไร้น้ำใจ ไร้หัวใจมากขึ้นทุกที เป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีไมตรีจิต มีความเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข
 
ดิฉันขอเชิญชวนท่านผู้อ่านไปดูสารคดีเรื่องนี้ ที่อาจกระตุกให้ท่านฉุกใจได้คิดว่าสังคมแบบไหนกันที่เราอยากเห็น อยากอยู่อาศัย
สารคดีเรื่องนี้จะฉายรอบทั่วไปในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 ไปตลอดเดือนมิถุนายน มีฉาย2แห่ง ราคาบัตรเพียง 150 บาท เท่านั้น
ที่ House Sam Yan สามย่านมิตรทาวน์ ชั้นห้า ดูรอบฉายที่ https://www.housesamyan.com/site/Movie/detail/990
ส่วนที่ Doc Club and Pub ตรง MRT ลุมพินี
The Last Breath of Sam Yan
สำหรับรอบวันที่ 15-21
<img src="https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t5/1.5/16/1f3ab.png" border="0" alt="